หลัก(ทำ)ประจำใจ

หลัก(ทำ)ประจำใจ วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ
เอาวะกับ ช่างแม่ง


ข้อที่ 1 เอาวะ

หลักทำ เอาวะใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง

เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า เอาวะ

หลักทำ เอาวะ จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา


ข้อที่ 2 ช่างแม่ง

หลักทำ ช่างแม่งใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง

เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า
ช่างแม่ง

หลักทำ ช่างแม่ง จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง

อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้ 55555

หน้าที่ของอวัยวะ

หน้าผาก …………อวัยวะที่ใช้ประกอบกับเท้าเวลามีทุกข์ เช่น…นอนเอาเท้าก่ายหน้าผาก
ตา
…………………อวัยวะที่ใช้ในการมอง จะมีอุณหภูมิสูงมากเมื่อเห็นใครได้ดี
หู
………………….อวัยวะที่ใช้ในการฟัง ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา จึงก่อให้เกิดเรื่องขึ้นบ่อยๆ
ปาก
……………….อวัยวะที่ใช้พูด ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ
ไหล่
……………….อวัยวะที่คู่กับบ่า เช่นเคียงบ่าเคียงไหล่ มีไว้ให้คนเหงาใจหรือเศร้าใจซบโดยเฉพาะ
บ่า
…………………อวัยวะที่คู่กับไหล่ เช่นเคียงบ่าเคียงไหล่อาชีพจับกังมีไว้แบกข้าวสาร ……..(ส่วนถน นข้าวสาร จับกังไม่เกี่ยว)
หัวใจ
……………..อวัยวะสูบฉีดเลือดและฟอกเลือดให้กับร่างกาย มีไว้ให้แสดงความรักและเก็บรักไว้… แต่บังเอิญว่ามันมีถึง 4 ห้อง
หน้าอก
……………อวัยวะที่รองรับเรื่องหนัก อาทิเรื่องหนักอก… ซึ่งผู้หญิงจะหนักกว่าผู้ชาย ( รึเปล่า!!!)
นม
…………………อวัยวะที่บ่งบอกภาระการรับน้ำหนักของอก ผู้หญิงมีไว้…!!! บริการนมให้บุตร
ศอก
……………….ข้อต่อระหว่างแขนและข้อมือ มีไว้เป็นอาวุธประจำกาย และใช้รองน้ำ…
มือ
………………….เป็นอวัยวะปลายสุดของแขน มีนิ้วเป็นส่วนประกอบ …(no comment)
ตัว
………………….เป็นชิ้นส่วนใหญ่ของร่างกายให้อวัยวะอื่นได้พักพิง…..จะลืมกันมากเวลาได้ดี
สะดือ
………………เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่ยามอยู่ในครรภ์ เมื่อโตขึ้นใช้วัดระดับความสุภาพ ………ถ้าต่ำกว่านี้ทะลึ่ง!!
ขาอ่อน
…………….เป็นอวัยวะเชื่อมต่ อจากสะโพกลงมา นิยมใช้ในการประกวด ……….เพราะเห็นได้เด่นชัดกว่าสมอง!!!
หัวเข่า
…………….ข้อต่อระหว่างขาและหน้าแข้ง เป็นอาวุธประจำกาย ผู้หญิงใช้โจมตีจุดอ่อนผู้ชาย และบางคนใช้ซับน้ำตาเวลาเศร้านิยมมา กสำหรับคนหลงรักชาวบ้าน
ขนหน้าแข้ง
………อวัยวะที่วัดระดับของฐานะ ยิ่งรวยมากขนหน้าแข้งจะร่วงน้อย
เท้า
………………….เป็นอวัยวะที่ใช้ยืน บางครั้งใช้ก่ายหน้าผากหรือเป็นอวัยวะที่ใช้ผลักซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าถีบ

คุ้กกี้ 1 ห่อ กับการตัดสินคน

ที่สนามบินนานาชาติ มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง3 ชั่วโมงในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุกกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่ม
ซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุกกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันทีละชิ้นๆ เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุกกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่าถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็….ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย” ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น

 

ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้ายเธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่าเขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ” เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมาก ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า…..คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง……….

***มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย”………..นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า”เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง? เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่”……….

 

ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ

โดย พระไพศาล วิสาโล

มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าสืบต่อกันมาว่า
ชายผู้หนึ่งได้มอบตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ผู้เคร่งครัดในการบำเพ็ญพรต
หลังจากฝึกปฏิบัติมาได้หลายปี อาจารย์ก็อนุญาตให้ชายผู้นี้ไปบำเพ็ญตบะแต่ผู้เดียวบนภูเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป
ชายผู้นี้ปลีกตัวหลีกเร้นบำเพ็ญพรตอย่างจริงจัง ทุกคืนเขาจะถอดเสื้อซึ่งมีอยู่ตัวเดียวพาดไว้ที่ขอบหน้าต่างกระท่อม เช้าวันหนึ่งเขาตื่นมาพบว่าเสื้อของเขาถูกหนูกัดขาดเป็นริ้ว เขาปะซ่อมเสื้อนานเป็นวันวันรุ่งขึ้นก็พบว่าเสื้อตัวนั้นถูกหนูกัดอีก คราวนี้ขาดวิ่นจนเกินกว่าจะซ่อมได้ เขาจึงไปขอเสื้อจากชาวบ้านมาใส่ แต่แล้วก็ถูกหนูกัดจนยับเยินอีก

ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจไปขอแมวจากชาวบ้านมาไว้ที่กระท่อม เขาไม่ต้องกังวลเรื่องหนูอีกแล้ว แต่คราวนี้เขาต้องไปขอนมวัวจากชาวบ้านเพื่อมาเลี้ยงแมว

ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์เขาก็มีความคิดขึ้นมาว่า การไปขอนมวัวจากชาวบ้านเป็นเรื่องยุ่งยาก หาวัวมาเลี้ยงจะดีกว่า แต่เมื่อมีวัวแล้วก็ต้องหาหญ้าให้มันด้วย เขาเกี่ยวหญ้าให้วัวอยู่พักใหญ่ก็รู้สึกว่าเสียเวลาปฏิบัติ จึงไปจ้างลูกสาวชาวบ้านมาเกี่ยวหญ้าแทน

ไม่นานเงินที่เก็บไว้ก็ร่อยหรอ เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการแต่งงานกับสาวชาวบ้านเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้าง แถมยังได้คนมาช่วยงานบ้านด้วย

ทีนี้เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องช่วยกันทำมาหากิน
เขาจึงเลิกบำเพ็ญพรต

และกลายเป็นพ่อค้าในที่สุดก็กลายเป็นเศรษฐี

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็มาเยี่ยมลูกศิษย์
เขาแปลกใจที่เห็นคฤหาสน์ขึ้นมาแทนที่กระท่อม  และแปลกใจยิ่งขึ้นที่เห็นลูกศิษย์ในคราบเศรษฐี

อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบของลูกศิษย์ก็คือ พูดไปอาจารย์อาจไม่เชื่อ แต่ไม่มีทางอื่นอีกแล้วที่ผมจะรักษาเสื้อของผมได้’

นิทานเรื่องนี้ ให้คติสอนใจทั้งพระและชาวบ้าน ชายผู้นี้เริ่มต้นด้วยการเป็นนักพรตที่ยากจน แต่ลงท้ายกลับกลายเป็นผู้ครองเรือนที่มั่งคั่ง วิถีชีวิตที่หันเหเบี่ยงเบนจนกลายเป็นตรงกันข้ามนั้นเริ่มต้นด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยนั่นคือการหาแมวมาจับหนูปัญหาของเขาในตอนนั้นคือเสื้อขาดเพราะถูกหนูกัด แต่แทนที่เขาจะต่อกรงหรือทำกับดักจับหนู เขาเลือกที่จะใช้แมวมาจัดการหนู วิธีนี้ทุ่นแรง ทุ่นเวลา แต่ปัญหาที่ตามมาคือต้องหานมมาเลี้ยงแมว การหาวัวมาเลี้ยงแก้ปัญหาที่ว่าได้ แต่ภาระที่ตามมาคือต้องเกี่ยวหญ้าให้ วัว การจ้างคนมาเกี่ยวหญ้าทำให้เขาไม่เหนื่อยและมีเวลาบำเพ็ญพรตได้มากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือต้องหาเงินมาจ่ายคนงาน ชายผู้นี้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการแต่งงานกับคนงานเสียเลย แต่เขาก็ต้องแลกด้วยการละทิ้งชีวิตนัก บวช

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาเลือกใช้วิธีที่คิดว่าสะดวกสบายที่สุดในการรักษาเสื้อ!

ความสะดวกสบายนั้นไม่เคยได้มาเปล่า ๆ ฟรี ๆ

มันมักจะพ่วงเอาปัญหาหรือภาระอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาด้วยเสมอ

รถยนต์อาจทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวก
แต่ก็ทำให้ต้องทำงานหนัก ขึ้น  เพื่อหาเงินมาผ่อนรถ (รวมทั้งซื้อน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ) และทำให้มีเรื่องหนักอกหนักใจมากขึ้น
จะไปไหนก็คอยเป็นห่วงรถ
จะเข้า เมืองก็หาที่จอดรถได้ยาก
ชาวบ้านหลายคนพอออกรถแล้วนอนหลับได้ยากขึ้น เพราะกังวลว่างวดหน้าจะหาเงินจากที่ไหนมา จ่าย

เงินเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น แต่บ่อยครั้งความสะดวกสบายดังกล่าว ก็ทำให้ชีวิตหันเหเบี่ยงเบนทีละเล็กละน้อย

กว่าจะรู้ตัวก็ไปคนละทิศละทางแล้ว

มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเมื่อรวยแล้วชีวิตจะมีความสุขเพราะมีความสะดวกสบายทุกอย่าง

แต่พอรวยเข้าจริง ๆ ชีวิตกลับทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่รวยด้วยซ้ำ

เหมือนกับคนที่ตั้งเป้าหมายไปเชียงใหม่แต่กลับพบว่าตัวเองอยู่ที่ปัตตานี
ความร่ำรวยทำให้เขาสะดวกสบายมากขึ้นก็จริง แต่จิตใจกลับมี
เรื่องกังวลหม่นหมองมากขึ้น ไหนจะเป็นห่วงทรัพย์สมบัติไหนจะกลุ้มใจที่เจอแต่คนที่หมายจะเอาประโยชน์จากตน

มีร้อยก็ทุกข์ร้อย มีล้านก็ทุกข์ล้าน

ตรงนี้พระพุทธองค์ได้เคยตรัสสอนนางวิสาขา ว่า
ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๑๐๐ ก็มีทุกข์ ๑๐๐….ผู้ไม่มีสิ่งเป็นที่รัก ก็ไม่มีทุกข์

ไม่มีใครในโลกนี้ที่ได้ ๒๐ ล้านบาทมาเปล่า ๆ ฟรี ๆ

ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง(หรือหลายอย่าง)

ดังนั้น ก่อนที่อยากจะได้อะไร
ถามตัวเองดูบ้างว่า
มีอะไรบ้างที่อาจจะต้องเสียไปเพื่อแลกกับสิ่งนั้น
และเราพร้อมหรือยังที่จะเสียสิ่งเหล่านั้นไป

วันนี้คุณยิ้มหรือยัง

image007.jpg

บอกแล้ว….ว่าเวลานอนน่ะ….ให้หัดใส่อะไรซะบ้าง
image004.jpg

 ซีเรียลเช้านี้อร่อยมั๊ยคะ
image002.jpg

ป้ายนี้ กวนอารมณ์เป็นที่สุด
image001.jpg

รักใครได้ขนาดนี้รึป่าว

DO YOU lOVE SOMEONE THIS MUCH?
รัก ใครได้ขนาดนี้รึป่าว ??

A girl and guy were speeding over 100 kmph on the road on a motorcycle…
ชายหญิงคู่ หนึ่งเร่งมอเตอร์ไซค์กว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 
Girl: Slow down. Im scared.
        ช้าๆหน่อยสิ เค้ากลัวนะ
 
Guy: No this is fun.
        ไม่เอาอ่ะ สนุกมากเลย
 
Girl: No its not. Please, its too scary!
        ไม่ตลกนะ ขอร้องล่ะ เค้ากลัวมาก จริงๆ
 
Guy: Then tell me you love me.
        งั้นบอกผมก่อนสิ ว่ารักผม
 
Girl: Fine, I love you. Slow down!
        ก็ได้ เค้ารักตัว ลดความเร็วลงสิ
 
Guy: Now give me a BIG hug.
        แล้วก็กอดผมแน่นๆ
 
Girl hugs him
        และเธอก็กอดเขา
 
Guy: Can you take my helmet off & put it on yourself? Its bugging me.
        เอาหมวกกันน็อคผมไปใส่สิ ผมรำคาญน่ะ
 
In the paper the next day :( A motorcycle had crashed into a building because of brake failure.
       วันต่อมา หนังสือพิมพ์ลงข่าว มอเตอร์ไซค์ชนตึก เนื่องจากเบรค แตก
 
Two people were on it, but only one had survived.
       มีคน นั่งมอเตอร์ไซค์ 2 คน แต่ว่า รอดคนเดียว
 
The truth was that halfway down the road, the guy realized that his brakes broke, but he didn’t want to let the girl know.
       ความจริงคือ ทางสายนั้นเป็นทางลาดลง ผู้ชายรู้ว่าเบรคเขาแตก แต่ก็ไม่อยากใฟ้แฟนสาวรู้
 
Instead, he had her say she loved him & felt her hug him one last time, then had her wear his helmet so that she would live even though it meant that he would die.
       แทน ที่จะบอกเธอ เขาให้เธอบอกรักและรู้สึกถึงอ้อมกอดเธอเป็นครั้งสุดท้าย แล้วให้ เธอ ใส่หมวกกันน็อคเพื่อเธอจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงแม้เขาจะตายไปก็ ตาม

มือที่สาม

เราอยู่ในที่เดียวกัน…
เราอยู่ใกล้กัน…
เธอและฉัน ต่างอยากได้ อยากจับจอง อยากยึดครอง…มัน

ฉันเข้าใจ ว่าการได้ยึดครอง…แต่เพียงผู้เดียว
มัน…จะทำให้บางช่วงของชีวิตเธอ
ไม่ไหวเอน
มีหลักให้ยึด ให้พึ่งพิง

แต่…
ใครบางคน รวมทั้งฉัน
ต่างก็ต้องการ…มัน
ถ้าเธอยึดครองไว้แต่เพียงผู้เดียว
แล้วไม่สนใจใครๆที่ล้อมรอบกายเธอ รวมทั้งฉัน
ถึงไม่อยากทำ แต่ฉันจะต้องทำ
ฉันจะเป็นมือที่สาม ระหว่างเธอกับ…มัน
ฉันจะมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม
แล้วแทรกมือเข้าไป ระหว่างอ้อมกอดของเธอกับ…มัน
ฉันจะทำทุกอย่างให้เธอได้รู้ว่า…

มัน…ไม่ใช่ของๆเธอเพียงคนเดียว
มัน…เป็นของที่ต้องใช้ร่วมกัน

เบื่อพวกชอบยึดเสาเพียงคนเดียวบน BTS
คนอื่นๆเค้าหัวจะทิ่มอยู่แล้ว

สูงผิดปกติ

ไม่ใช่ตัว
ไม่ใช่หัว
ไม่ใช่ตึก
ไม่ใช่ความดัน
แล้วก็ไม่ใช่ความดันทุรัง

ไม่ใช่การศึกษา
ไม่ใช่เกรดเฉลี่ย
ไม่ใช่อุณหภูมิ
ไม่ใช่เสป็ค
แล้วก็ไม่ใช่ความหวัง

แต่มันคือ

คลอเรสเตอรอล
หรือไขมันชั้นเลว

ผลตรวจสุขภาพประจำปีออกมาแล้ว
มันเป็นอย่างเดียวที่สูงผิดปกติ

ส่วนเกินที่ต้องการ

ของบางสิ่ง อะไรบางอย่าง หรือใครบางคน
เริ่มต้น อาจเพียงผ่านเข้ามาในชีวิต
ไร้ซึ่งคุณค่า อยากจะส่ายหน้าปฏิเสธ
ไม่อยากจะรับ ไม่อยากจะเห็น ไม่อยากจะรู้สึก

จนมันค่อยๆ เข้ามา ค่อยๆ เข้ามา
จากความห่างเหิน เริ่มเปลี่ยนเป็นความเคยคุ้น
จากรู้สึกติดๆขัดๆ กลับเป็นลื่นไหล
แล้วส่วนเกิน ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่ง
โดยไม่รู้ตัว…

จนวันหนึ่ง…
ส่วนเกิน ที่เราไม่เคยต้องการ …ห่างหาย
ส่วนเกิน ที่เราเคยปฏิเสธ …มีรอยรั่ว
ส่วนเกิน หลุด…ออกไปจากชีวิต

ชีวิตที่เคยมี …จึงขาด
สิ่งที่เคยคิด ว่ามันคือส่วนเกิน

กลับเป็น
ส่วนเกินที่เราต้องการ

อยากให้กลับมาเป็นส่วนเกิน
แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่ง
อีกครั้ง

ฟันที่เคยอุดไว้…หลุด

5 อ. ที่มี

เคยได้ยินมาว่าสุขภาพจะดีได้ ต้องมี 5 อ.

อารมณ์
อาหาร
อากาศ
ออกกำลังกาย
อุจจาระ

ชีวิตตอนนี้ ไม่มี อ.ที่ว่าเลยซัก อ.
อ.ที่มีอยู่ตอนนี้

อ่อนแอ
อิดโรย
อ้ำอึ้ง
อึดอัด
อ้วกแตก

ตรวจงานตาเกือบเหล่
หอบงานกลับไปทำที่บ้านจนดึกดื่นมาทั้งอาทิตย์

ชีวิตที่ผูกติด

ชีวิตคนเราจะมีอิสระได้อย่างแท้จริงรึเปล่า

เป็นคำถามที่อยากรู้คำตอบจัง

อิสระจากทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่าจะมีในโลก

มันต้องมียึดติด ผูกติดกับอะไรซักอย่าง หรือไม่ก็ใครซักคน

แล้วการที่ต้องไปติดยึด ก็ทำให้จิตใจโดนผูกเข้าไปกับสิ่งนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว

ต้องเจอ ต้องพบ ต้องใช้ ต้องหยิบ ต้องจับ ต้องโหน

ต้องคิดถึง

ต้องรัก

จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่มันไม่มี

มันหยุด มันชะงัก มันขาด มันหายไป

ชีวิตที่เคยผูกติด ก็เลยขาด

เศร้าในหัวใจ และหงุดหงิด

แล้วก็คิดถึงจนใจแทบจะขาด

นาทีนี้ อยากได้กลับคืนมา

จะยอมเสียทุกอย่างเป็นสองเท่า สามเท่า

เพื่อให้ได้กลับคืนมา  

แต่ก็เป็นไปไม่ได้

8 โมง 15
BTS ขัดข้อง หยุดให้บริการชั่วคราว
หงุดหงิดหัวใจเป็นอย่างยิ่ง

ไม่รู้จะเขียนอะไร

ก่อนจะเริ่มต้นเขียนอะไรขึ้นมาซักอย่าง

ก็ควรจะรู้ก่อน คิดเอาไว้ก่อน ว่าจะเขียนอะไร

ไม่ใช่ว่าลงมือเขียนแล้ว แต่ยังคิดไม่ออก ว่าจะเขียนอะไร

ก็เพราะถ้ายังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร

ก็ยังไม่น่าจะเริ่มต้นลงมือเขียน

แต่ถ้าเริ่มเขียนมาแล้วล่ะ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร

แล้วจะเขียนอะไรต่อไป หรือว่าควรจะหยุดเขียนซะตั้งแต่ตอนนี้

ไม่ล่ะ

ไหนๆก็เริ่มเขียนมาแล้ว

ก็จะขอดันทุรังต่อไป ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรม

เหมือนจะคิดออก แต่ก็คิดไม่ออก

ติดๆอยู่ที่ปลายลิ้น หนับๆอยู่ที่ปลายนิ้ว

อยากจะพูดก็พูดไม่ถนัด พิมพ์ก็พิมพ์ไม่ถูก

เหมือนว่าอยากจะเขียนอะไรซักอย่าง

แต่ก็นึกไม่ออก ว่าควรจะเขียนอะไร

วูบหนึ่ง เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้

แต่แว้บเดียว มันก็มลายหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว

คิดเท่าไหร่ ก็คิดไม่ออก ไม่เอาล่ะ ยอมแพ้แล้ว

ไม่เขียนดีกว่า

ขอเปลี่ยนเป็นพูดแทน

ฟังนะ

ฟังดีๆนะ

     

“ไม่รู้จะเขียนอะไร”